เป็นห่วงกรุงเทพฯ ในกระทู้ที่แล้ว นำมาซึ่งความรู้สึกผิด พอได้ทบทวน ก็รู้สึกได้ว่านี่มันเป็นการยึดติด เป็นอัตตา เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง มันผิดไปจากความตั้งใจปฏิบัติของตัวเอง แท้ที่จริงแล้ว ผู้ปฏิบัตินั้นต้องกำจัด ต้องพยายามหลุดพ้น และมองทุกสิ่งเป็น อนัตตา และแท้ที่จริงคนที่กระโดดโลดเต้นอยู่นั้นล้วนยึดติดเช่นกัน ทำให้สภาวะหลุดพ้นไม่เกิด เมื่อไม่หลุดจากบ่วงกรรม มันก็เกิดวิบากกรรมในภายหน้า ไม่จบไม่สิ้น
สิ่งที่ผมได้ทบทวนนี้ เป็นสิ่งที่พินิจในปางพระพุทธรูปประจำวันเสาร์ "พระปางนาคปรก" หลังจากได้เพ่งมองเพื่อถ่ายภาพภาพนี้ด้วยสมาธิ ผมพบและถามตัวเองว่า หากตัวเราเป็นองค์พระผู้มีภาคเจ้าพระองค์นี้ ณ เวลานั้น หลังจากที่พระองค์ ตรัสรู้ และประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอันเกิดจากความพ้นกิเลสอยู่ ณ ร่มมุจลินท์ (ต้นจิก) ฝนได้ตกลงมาไม่หยุด พญานาคตนหนึ่งชื่อ มุจลินท์นาคราช ก็ได้ขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไปวงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้มิให้ฝนตกต้องพระวรกาย เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย จนฝนหาย จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์
ย้อนกลับไป ณ เวลานั้นหากผมเป็นพระองค์ คงรู้สึกตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นและมองเห็น ไหนจะพญานาคา ไหนจะพายุ ไม่ต่างจากสิ่่งที่คนไทย (คนกรุงเทพฯ)ทุกคนแลเห็น ในเวลานี้ แต่ในเวลานั้นพระพุทธองค์ ได้ใช้ความสงบด้วยโมกขธรรมของพระองค์ เพื่อเชื่อมโยงสัตว์โลก สิ่งที่พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงหาใช่วิบากกรรม แต่เป็นสุขที่พระองค์ได้เสวย
เมื่อเป็นเช่นน้ัน ผมจึงขออภัยในกระทู้ "ฤากรุงเทพฯ จะถึงคราวสิ้น" สิ่งน้ันที่ผมเขียนไป เป็นตัวผมที่ยึดติดเป็นตัวกูของกู วันนี้จึงขอส่งความปรารถนาดีมายังเพื่อนๆ พี่น้อง ไม่ว่าจะสีอะไร โปรดมองเพื่อนข้างๆ อย่างเพื่อน อย่างคนไทยด้วยกัน โปรดมองทุกสิ่งอย่างคนพุทธควรจะมอง โปรดใช้ขันติธรรมอย่างคนมีสติ แล้วจะพบความสว่าง อย่าได้ยึดติดอีกเลย.. ภาพทั้งสองภาพนี้ เป็นภาพที่ผมได้ใช้ความ สะอาด สงบ และสว่าง โดยครบถ้วนแล้ว สมบูรณ์หรือไม่ก็อยู่ที่เพื่อนๆ จะวิจารณ์ และขอน้อมรับ..
นาคาขนดแท่นใต้........รององค์
เป็นดั่งบัลลังก์ทรง.......เทิดไท้
พังพานแผ่บรรจง.........ป้องปก...วรกาย
ณ ร่มมุจลินท์ไซ้...........คู่ค้ำธรรมกาย

